|
 |
| แอฟริกาใต้ |

โจฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg):
คนแอฟริกาใต้เรียกเมืองที่ใหญ่และทันสมัยแห่งนี้ว่า "โจเบิร์ก"
เมืองนี้สร้างขึ้นเพื่อรองรับการตื่นทองของคนจากทุกมุมโลก
จนได้รับสมญาว่า "The Gold City" เป็นแหล่งรวมของความบันเทิง
กิจการร้านค้าและธุรกิจมาตั้งแต่เมื่อ ๑๐๐ กว่าปีก่อน
ทั้งคนขาว คนดำ คนผิวสีต่างมารวมกันอยู่ที่นี่ ในยุคที่การแบ่งแยกสีผิวยังดำเนินอยู่
ชุมชนต่างผิวเกิดขึ้นคนละมุมเมือง เมืองคนขาว แซนด์ตัน
(Sandton) และเมืองคนดำโซเวโต (Sowato) เกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่
๒๐ ทั้งสองเมืองนี้เป็นเมืองลูกรายรอบ โจฮันเนสเบิร์ก
พรีทอเรีย (Pretoria):
เป็นเมืองหลวงด้านการบริหารของประเทศแอฟริกาใต้อยู่บนฝั่งแม่น้ำอะไพนส์ในรัฐ
ทรานสวาล ห่างจากโจฮันเนสเบิร์กไปทางเหนือราว๕๖ กิโลเมตร
ตั้งชื่อตาม แอนเดรส พรีทอรีอัส วีรบุรุษในการสู้รบที่แม่น้ำเลือด
ซึ่งเป็นการรบระหว่างพวกบัวร์กับชนพื้นเมืองผิวดำ พรีทอเรีย
เดิมเป็นเมืองหลวงของ บัวร์ จึงต้องบอบช้ำกับสงครามเพื่ออิสรภาพจากอังกฤษ
บัวร์ เป็นฝ่ายแพ้ถึงสองครั้ง หลังสงคราม ได้ขุดพบเพชรคัลลินัน
หรือ Star of Africa เป็นเพชรเม็ดใหญ่ที่สุดในโลก หนักถึง
๓,๑๐๖ กะรัต ใน ค.ศ. ๑๙๐๕เมื่อเจียระไนแล้วนำไปได้ประดับอยู่ที่คฑาและ
มหามงกุฏ ในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของราชวงค์อังกฤษมาจนทุกวันนี้
พรีทอเรียได้รับสมญาว่า "City of Jacaranda"
เพราะในเมืองนี้มีดอกแจคกาแรนด้า สีม่วงสดขึ้นบานสะพรั่งในฤดูใบใม้ร่วงจนสดชื่นไปทั่วเมือง
ไม่แพ้ดอกซากุระบานในญี่ปุ่น
เหมืองทองโบราณโกลด์รีฟซิตี้
(Gold reef city) : อยู่ห่างจากเมืองโจฮันเนสเบิร์กออกไปเล็กน้อย
เป็นที่ตั้งของสวนสนุก และ เหมืองทองโบราณ "โกลด์รีฟ
ซิ้ตี้" สร้างขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 100 ปี แห่งการค้นพบทองคำในแอฟริกาใต้
อาคารภายในสร้างจำลองเลียนแบบและบางแห่งยกของจริงที่ยังเหลืออยู่ของสมัยนั้นมาจัดเป็นพิพิธภัณฑ์
กลางแจ้งให้ชม จุดน่าสนในอยู่ที่การลงไปชมเหมืองทองใต้ดิน
ดูวิธีการขุดทองในสมัยเก่าเทียบกับสมัยใหม่ และชมสภาพความเป็นอยู่ของกรรมกรเหมืองที่แทบไม่ได้เห็นแสงสว่าง
ที่สำคัญที่สุดคือ ได้เห็นสายแร่ทองที่ฝังอยู่ในเนื้อหิน
ชมการหลอมทอง พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณ์และที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือเครื่องเล่นท้าทายความมีใจถึงโดยให้นั่งบนกระเช้าเหล็กที่หล่นลงมาในแนวดิ่ง
90 องศาจากความสูงเท่ากับอาคาร 10 ชั้น
ซันซิตี้ (Sun city) :
เนรมิตขึ้นจากความคิดของโซล เคิร์ซเนอร์
มหาเศรษฐีเจ้าของโรงแรมเครือซัน อินเตอร์เนชั่นแนล ด้วยเงินลงทุนมหาศาลกว่า
25,000 ล้านบาทใช้เวลาก่อสร้างเกือบ 18 ปี บนพื้นดินว่างเปล่า
ร้อนระอุ ให้กลายเป็นเมืองแห่งความสำราญ และความบันเทิงทุกรูปแบบ
และ เกมการพนันในคาสิโน ในระยะแรกซันซิตี้ประกอบด้วย โรงแรมซันซิตี้
โรงแรมคาสเคด และคาสิโน โดยมีโรงแรมเล็ก ๆ คาบาน่า โฮเต็ล
อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย แต่ในปี ค.ศ. 1992 โรงแรม The Palace
และ Entertainment Center ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างอลังการ
และเคยเป็นสถานที่ประกวด Miss Universe มาแล้ว
โรงแรมเดอะพาเลส (The Palace
Hotel) : เป็นโรงแรมที่ยิ่งใหญ่อลังการ
พิถีพิถันทุกซอกทุกมุม ภายในตกแต่งด้วยศิลปะแอฟริกาและรูปสัตว์ป่านานาชนิดเลือกวัสดุชั้นดี
มีรสนิยม มีห้องพักกว่า 300 ห้อง ภายในห้องพักโอ่อ่า หรูหรา
การท่องป่าซาฟารี (Safari)
: ไฮไลท์ของการเที่ยวแอฟริการใต้
คือ การท่องเที่ยวแบบซาฟารี ชมสัตว์ป่าที่มีชีวิตอยู่อย่างอิสระเสรีตามธรรมชาติ
ในป่าซึ่งเป็นป่าโปร่ง ป่าละเมาะ และทุ่งหญ้า สะวันนา
จนถึงกึ่งทะเลทราย แอฟริกาใต้มีสัตว์ป่ากว่า 220 ชนิด
แรงเจอร์ (Ranger) หรือผู้พิทักษ์ป่า และนักตามรอย (Tracker)
จะเป็นผู้ขับรถพาชมสัตว์ป่าซาฟารี รถที่จัดพานั่งชมถ้าเป็นในอุทยานแห่งชาติ
จะเป็นรถตู้ หรือรถจิ๊ปมีหลังคา แต่ถ้าเป็นเกมรีเสิร์ฟเอกชนที่ไม่ปล่อยเสือและสิงโตเดินเป็นอิสระ
จะให้นั่งรถเปิดประทุนควรออกชมสัตว์ตั้งแต่เช้ามืด ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
เพราะเป็นเวลาที่สัตว์หากินกลางคืนยังคงเดินวนเวียน และหากินกลางวันเริ่มออกหากินเป็นช่วงที่พบเห็นสัตว์ได้มากชนิดที่สุด
ช่วงบ่ายถึงเย็น สัตว์หากินกลางคืนเริ่มตื่นนอน สัตว์หากินกลางวันจะมาชุมนุมตามบ่อน้ำ
การดักเฝ้าดูใกล้ ๆ บ่อน้ำจะได้เห็นสัตว์หลายชนิดรวมทั้งอาจได้ภาพของฝูงเสือ
และสิงโต ในเวลากลางวันอากาศจะร้อนจัด สัตว์ส่วนใหญ่จะหลบร้อนในที่ร่ม
สิงโตและ เสือชีต้า จะนอนอยู่ใต้ต้นไม้ในพงหญ้า ส่วนเสือดาวจะนอนอยู่บนคาคบไม้
ตอนกลางคืนสัตว์ประเภทล่าเนื้อจะออกหากิน การออกไปส่องชมสัตว์อาจจะได้เห็นการล่าเหยื่อ
สัตว์ใหญ่ 5 ชนิด แห่งป่าซาฟารี หรือThe Big Five คือ
ช้าง แรด ควายป่า เสือดาว และสิงโต ถ้าได้เห็นครบถือเป็นการได้ชมสัตว์ที่สมบูรณ์ที่สุด
เคพทาวน์ (Cape town) :
เมืองแม่แห่งอารยธรรมของแอฟริกาใต้อายุกว่า 300 ปี เจริญรุ่งเรืองด้วยสถาปัตยกรรมทั้งในยุควิคทอเรียนและเอ็ดเวอร์ด
ผสมผสานด้วยตึกรูปทรงแบบฮอลันดาดูแปลกตา ตั้งอยู่ปลายสุดของแอฟริกาใต้เป็นเมืองที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโอบล้อมด้วยมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแอตแลนติกด้านหน้าหันเข้าหามหาสมุทรใหญ่ทั้งสองด้านหลังมีเทือกเขาสูงเป็นฉากหลัง
ไกลออกไปคือปลายสุดของทวีป เคปพอยท์และ เคป ออฟ กู๊ดโฮป
มีถนนเลียบหน้าผาสูงชันที่ปกคลุมไปด้วยดอกไม้หลากสี ละลานตา
และมีทะเลอยู่เบื้องล่าง
แหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good
Hope) : แหลมที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
อยู่ห่างจากเคปทาวน์ราว 60 กิโลเมตร ในเขตสงวน Cape of
Good Hope Nature Reserve แหลมนี้ไม่ใช่ส่วนใต้ที่สุดของทวีปแต่มีชื่อเสียงมากกว่า
แหลมที่อยู่ใต้สุดคือ Cape Agulhasปลายสุดของแหลมมีประภาคาร
เห็นรอยตะเข็บที่มหาสมุทรอินเดียกับแอตแลนติกมาพบกันได้อย่างชัดเจนบนผิวน้ำอากาศบริเวณนี้จะแปรปรวนในทะเลมีหมอกจัดเพราะกระแสน้ำที่มีอุณหภูมิไม่เท่ากันมาปะทะกัน
ยากต่อการเดินเรือในสมัยโบราณ และก่อให้เกิดภาพหลอนมิติอันลึกลับและเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับฟลายอิ้งดัตซ์แมน
( Flying Dutchman) เรือที่พยายามจะอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮปแต่ทำไม่สำเร็จ
สูญหายไปเป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้ว แต่ยังมีผู้เห็นเรือปีศาจลอยลำหาทางไปในทะเลหมอกหนาทึบจนทุกวันนี้
ฮูทเบย์และเกาะแมวน้ำ :
ฮูทเบย์ หมู่บ้านชาวประมงซึ่งกลายเป็นเมืองขนาดเล็ก มีท่าเทียบเรือและภัตตาคารอาหารทะเลมีเรือออกไปชมแมวน้ำ
ที่เกาะดุยเกอร์ (Dduiker) ใช้เวลานั่งเรือไปกลับรวม 1
ชั่งโมง ทั้งมีเรือล่องชมพระอาทิตย์ตกดินจากฮูทเบย์ไปขึ้นที่วิคทอเรีย
และ อัลเบิร์ตวอเตอร์ฟร้อนท์ด้วย
กรูทคอนสแตนเทีย (Groot
Constantia) : ไร่องุ่นและแหล่งทำเหล้าองุ่นที่เก่าแก่ที่สุดของแอฟริกาใต้
สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1692 โดยผู้ว่าการเมืองชาวดัตซ์
ปัจจุบันยังคงดำเนินการทำเหล้าองุ่นและเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมการผลิตภายในบริเวณมีอาคารพิพิธภัณฑ์ไวน์
แสดงประวัติความเป็นมาของไวน์ย้อนหลังไปถึง 500ปีคริสตกาล
ในช่วงศตวรรษที่ 18-19 ไวน์เป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญผู้ผลิตเมื่อขายไวน์ได้ก็สร้างบ้าน
และโรงบ่มที่สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า เคป ดัตซ์(Cape
Dutch) ตัวอาคารสีขาว หลังคามุงหญ้า มีลวดลายปูนปั้นตรงหน้าจั่วเป็นเอกลักษณ์ที่ยังอยู่คู่กับไวน์มาจนทุกวันนี้
ไร่องุ่นแทบทุกแห่งมีร้านอาหาร และที่พักขนาดย่อมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวเมืองหลวง
ที่สำคัญในการทำไวน์ คือ สแตลเลนบอช (Stellenbosch)
เทเบิลเมาท์เทน (Table
Mountain) : ภูเขาสูงยอดตัดตรง เหมือนกับโต๊ะสูงกว่า
1,000 เมตร เป็นสัญลักษณ์ของเคปทาวน์ และเป็นที่ชมวิวได้ดีที่สุด
อากาศเย็นและมีลมแรงบางครั้งจะปกคลุมด้วยหมอกและปุยเมฆ
ที่เรียกว่าผ้าปูโต๊ะ (Table Cloth) การขึ้นไปบน เทเบิลเมาท์เทนที่สะดวกที่สุด
คือ นั่งรถกระเช้า (Cable Car)
ฟาร์มนกกระจอกเทศ :
ฟาร์มนกกระจอกเทศ WESTCOAST OSTRICH RANCH เป็นที่เพาะเลี้ยงนกกระจอกเทศ
ซึ่งเป็นนกที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก บางตัวสูงถึง9 ฟุต วิ่งเร็วได้ถึง
60 ไมค์ต่อชั่วโมง นกพวกนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแอฟริกา
ตัวผู้มีขนสีดำ ตัวเมียจะมีขนสีเทา ฟาร์มนกกระจอกเทศ เป็นธุรกิจอุตสาหกรรมที่ทำรายได้
เนื้อทำสเต็กชั้นดี รสชาติ คล้ายเนื้อวัวแต่อร่อยและหวานกว่า
ขนใช้ทำเครื่องประดับ ส่วนหนังทำรองเท้า กระเป๋า และของที่ระลึกอื่น
ๆ เปลือกไข่สามารถนำมา วาดรูป ระบายสี ลวดลายสวยงามได้
ธุรกิจฟาร์มนกกระจอกเทศเคยเจริญรุ่งเรืองมากในต้นศตวรรษที่
19 ประมาณ ค.ศ. 1910 ในยุคนั้นทั่วโลกนิยมขนนกกระจอกเทศนำมาทำเครื่องประดับและของใช้สตรี
นกกระจอกเทศตัวเมียจะออกไข่เมื่อมีอายุได้ 3 ปีขึ้นไป
และสามารถออกไข่ได้มากสุดถึง 85 ฟอง ใช้เวลาฟักประมาณ
45 วันไข่ใบหนึ่งนำมาทอดเป็นไข่เจียวให้คนกินได้ถึง 20
คน
กำหนดการเดินทาง
เซ้าท์แอฟริกาแบบเจาะลึก
เส้นทาง
: กรุงเทพฯ โจฮันเนสเบิร์ก โกลด์ซิตี รัฐอิสระ
บอบพุทาทสวานา ซันซิตี เดอะพาเลซ
พีลาเนสเบิร์ก พรีทอเรีย เคพทาวน์ แหลมกูดโฮพ
เคพเพนนินซูลา อ่าวฮูทเบย์
เกาะดุยเกอร์ หาดบูลเดอร์บีช วิคทอเรียวอเตอร์ฟรอนท์
เทเบิลเมาเทน เคพทาวน์
อู๊ดฌอน ถ้ำแคงโกเคฟ คไนซ์ซา มอสเซล เบย์ จอร์จ
ไวล์เดอเนส
ทะเลสาบ ไนซ์ซา จอร์จ โจฮันเนสเบิร์ก กรุงเทพฯ
วันแรกของการเดินทาง กรุงเทพฯ โจฮันเนสเบิร์ก
วันที่สองของการเดินทาง โจฮันเนสเบิร์ก เมืองจำลอง โกลด์
รีฟ ซิตี เหมืองทองคำ
วันที่สามของการเดินทาง ซันซิตี้ บันทึกภาพสัตว์อัฟริกา
ใน พิลาเนสเบิร์ก
วันที่สี่ของการเดินทาง เคปทาวน์ วิคทอเรีย อัลเฟรด
วอเตอร์ ฟร้อนท์
วันที่ห้าของการเดินทาง เคปทาวน์ อู๊ดฌอน ฟาร์มนกกระจอกเทศ
วันที่หกของการเดินทาง ไนซ์น่า มอสเซิล เบย์ พิพิธภัณฑ์
ไดอาซ
จอร์จรถไฟโบราณสายโรแมนติก ไวล์เดอแนส ล่องทะเลสาปไนซ์น่า
วันที่เจ็ดของการเดินทาง ไนซ์น่า จอร์จ โจฮันเนสเบิร์ก
กรุงเทพฯ
วันที่แปดของการเดินทาง กรุงเทพฯ
|
|
| |
|