ภูฏานเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2517 ปัจจุบันเก็บภาษีท่องเที่ยวถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อวัน และไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินทางในประเทศโดยไม่มีไกด์ท้องถิ่น ด้วยเกรงว่าการไหลบ่าของนักท่องเที่ยวจะทำลายสภาพแวดล้อมของประเทศ ตามเกณฑ์สากลที่ใช้วัดระดับ ความเจริญ ภูฏานเป็นหนึ่งใน 40 ประเทศยากจนที่สุดในโลกซึ่งได้ประกาศว่าไม่สนใจ GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ แต่สนใจ GDH ( Gross Domestic Happiness ) หรือความสุขมวลรวมภายในประเทศแทน โดย ทั้งประเทศมีทางหลวงเพียงหนึ่งเส้น ที่วิ่งอย่างฉวัดเฉวียนคดเคี้ยวเลียบเขาจากตะวันตกไปตะวันออก มีถนนเส้นตรงแต่เพียงในเมืองใหญ่สามเมือง ( ใหญ่ ในมาตรฐานภูฏาน คือมีประชากรเกิน 10,000 คน) ว่ากันว่ารถที่วิ่งในภูฏานนั้นต้องหักเลี้ยวทุกๆ 6 วินาที
นอกเหนือจากความอุดมสมบูรณ์ของป่าเขาลำเนาไพร และความท้าทายของยอดเขาหิมาลัยที่อยู่ลิบตาลดหลั่นลงมาจากทิเบตแล้ว มองเผินๆ ภูฏานไม่น่าจะมีอะไรที่ดึงดูดให้ไปเที่ยว แต่จุดเล็กๆ บนแผนที่โลกแห่งนี้ มีอะไรบางอย่างที่สะกิดใจนักท่องเที่ยวทุกคนที่ได้ไปเยือน มนต์เสน่ห์ลึกลับของภูฏานแฝงอยู่ในรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้คน เสียงกรากแกรกของ กงล้อภาวนา พลังน้ำที่หมุนอย่างอ้อยอิ่ง และสายลมที่พัดผ่าน ธงภาวนา หลากสีที่ปักเป็นร้อยๆ อยู่บนเนินเขาทุกลูก สะกดจิตวิญญาณของผู้มาเยือนทุกคนในหลากหลายรูปแบบ
ภูมิประเทศ
ประเทศภูฏานเป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก มีพื้นที่ประมาณ 38 , 394 ตารางกิโลเมตร (ขนาดใกล้เคียงกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์) ตั้งอยู่เหนือรัฐอัสสัมของประเทศอินเดีย ภูฏานเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ปรากฏภูมิประเทศ 3 ลักษณะ
1. เทือกเขาสูงตอนเหนือ เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย
2 . ที่ลาดเชิงเขา พบตอนกลางของประเทศ
3. ที่ราบ พบตอนใต้ของประเทศ มีแม่น้ำพรหมบุตรพาดผ่าน
ภูมิอากาศ
เนื่องจากภูฏานเป็นประเทศขนาดเล็ก ลักษณะภูมิอากาศจึงไม่แตกต่างกันมากนัก โดยมากเป็นภูมิอากาศแบบกึ่งร้อน มีฝนชุก ยกเว้นตอนเหนือซึ่งเป็นภูเขาสูง ทำให้มีอากาศหนาวแบบเทือกเขา อากาศ กลางวัน 25 - 15 องศาเซลเซียส กลางคืน 10 - 5 องศาเซลเซียส มี 4 ฤดู คือ
ฤดูใบไม้ผลิ เดือนมีนาคม - พฤษภาคม อากาศอบอุ่นและอาจมีฝนประปราย
ฤดูร้อน เดือนมิถุนายน - สิงหาคม มีพายุฝน ตามเทือกเขาจะเขียวชอุ่ม
ฤดูใบไม้ร่วง เดือนกันยายน - พฤศจิกายน อากาศเย็น ท้องฟ้าแจ่มใส เหมาะแก่การเดินเขา
ฤดูหนาว เดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ อากาศเย็นจัดตอนกลางคืนและรุ่งเช้ามีหมอกหนาบางครั้ง อาจมีหิมะตกบ้าง
เมืองท่องเที่ยวสำคัญ
1. เมืองพาโร

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติในเมืองพาโร
ในอดีตเคยเป็นป้อมปราการ (Ta Dzong) แต่ถูกเปลี่ยน เป็นพิพิธภัณฑ์ในปี ค.ศ. 1968 มีทั้งหมด 6 ชั้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่เก็บรวบรวมเครื่องแต่งกาย อาวุธ เหรียญกษาปณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ไม้สอย สัตว์ป่า ในแถบเทือกเขาหิมาลัย ตลอดจนดวงตราไปรษณีย์ที่สวยงามมากมายหลายรูปแบบ
พาโรซอง (Paro Rinchen Pong Dzong)
สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1645 ถูกสร้างบนพื้นที่ที่เด่นตระหง่านอยู่ในหุบเขาพาโร ทางเข้าตัวซองจะมีสะพานไม้ที่สวยงามพาดผ่านแม่น้ำเพื่อเข้าสู่ตัวซอง ปัจจุบันพาโรซองเป็นทั้งสถานที่สำหรับส่วนบริหารเมืองพาโร และส่วนที่เป็นวัดซึ่งมีพระสงฆ์จำพรรษา อยู่ประมาณ 200 รูป
วัดถ้ำเสือ
สร้างบนหน้าผาสูงชัน มีอาคารหมู่จำนวนทั้งสิ้น 13 หลังที่อยู่สูงขึ้นไปตามแนวเขา ท่านจะประทับใจในศิลปกรรมอันงานวิจิตร ทั้งงานไม้แกะสลัก รูปภาพ รูปปั้นต่างๆ รวมทั้งความเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของภูฏานซึ่งชาวภูฏานทุกคนตั้งความปรารถนา อย่างแรงกล้าที่จะได้ขึ้นมาสักการะอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต
2. เมืองธิมพู
มหาสถูปรำลึก ( Memorial Chorten )
มหาสถูปที่ประดิษฐ์ฐานพระบรมอัฐิของพระเจ้า จิกมี ดอร์จี วังชุก ซึ่งเป็นพระชนกของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน (พระเจ้า จิกมี ซิงเย วังชุก) พระองค์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 3 ที่ปกครองภูฏาน ในช่วงปี ค.ศ. 1952 1972 และทรงได้รับพระฉายาว่า พระบิดาแห่งภูฏานยุคใหม่ (King of Merdernization)
วัดชันกังคา ( Changangkha Temple )
วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งสร้างในค.ศ. ที่ 14 หรือ กว่า 600 ปีมาแล้ว พระประธานเป็นพระอวโรกิเตศวร 11 เศียร
ป้อมซิมโทคา
ป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในภูฏาน สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1629 ปัจจุบันเป็นโรงเรียนสอนภาษาประจำชาติที่เรียกว่า ซ็องคา

3. เมืองพูนาคา
ดอร์ชูลา (Dorchula)
ช่องเขาที่สามารถมองเห็นเทือกเขาหิมาลัยได้ในระยะใกล้ ( หากฟ้าเปิด) มีความสูงอยู่ในระดับ 2,743 เมตร บางวันก็จะเห็นทะเลหมอกปกคลุมอยู่ทั่วไป

พูนาคาซอง (Punakha Dzong)
เป็นที่ประทับของพระสังฆราชในฤดูหนาว เนื่องจากปูนาคา มีอากาศไม่หนาวเย็นจนเกินไป ด้วยเหตุที่เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงเพียง 1,468 เมตร เมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ที่นี่จึงมีอากาศอบอุ่นกว่าในช่วงฤดูหนาว ด้านหน้าของปูนาคาซองจะเป็นจุดที่แม่น้ำโพ (Po Chu) และแม่น้ำโม (Mo Chu ) ซึ่งหมายถึง แม่น้ำพ่อ และแม่น้ำแม่ไหลมาบรรจบกันพอดี
4. เมืองวังดีโปรดรัง
วังดีโปดรังซอง
สร้างโดย ชับดรุง นาวังนัมเกล ในปี ค.ศ. 1638 ซองแห่งนี้ตั้งอยู่บนสันเขาระหว่างแม่น้ำ พูนาค และแม่น้ำดาง
เทศกาลระบำหน้ากาก เซชู
เทศกาลทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่เทศกาลหนึ่งของภูฏาน ซึ่งมีการอัญเชิญธังกาขนาดใหญ่มาให้มหาชนได้สักการะบูชาเป็นหัวใจของงาน คือ งานบุญประจำปี ซึ่งจัดขึ้นที่พระอารามสำคัญๆในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรที่เรียกว่า งานเซชู ( Tsechu ) ที่ขึ้นชื่อในหมู่ชาวภูฏานและนักท่องเที่ยวคือ พาโรเซชู ( Paro Tsechu ) และทิมพูเซชู ( Thimphu Tsechu ) ซึ่งมีการแสดงระบำสวมหน้ากากหลากหลายชุด ต่อด้วยการแขวนธังกาที่ยิ่งใหญ่ เป็นภาพองค์ประปทุมสมภพ บรมศาสดาของชาวภูฏาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดงานที่เมืองพาโรจะมีชาวบ้านจากหัวเมืองทั้งไกลและใกล้ รวมทั้งชาวต่างประเทศเดินทางมาร่วมพิธีนี้อย่างมากมาย ในบรรยากาศที่ยิ่งใหญ่อลังการ นอกจากความตื่นตาตื่นใจกับการอัญเชิญธังกาที่ยิ่งใหญ่โอฬารเต็มหน้าตัดของพระอารามหลวงขึ้นมาบูชาเพื่อแสวงบุญร่วมกันแล้ว ยังมีการแสดงระบำศาสนาที่ตระการตาหลายต่อหลายชุด ซึ่งริเริ่มโดยท่านเปมะ ลิงปา บรรพบุรุษของราชสกุลวังชุก ในศตวรรษที่ 15 เนื้อหาส่วนใหญ่ในการแสดงเน้นให้เห็นถึงบาปบุญคุณโทษและชัยชนะของธรรมะเหนืออธรรม ท่วงทำนองดนตรีแสดงให้เห็นพลังในการเหยียบย่ำและทำลายวิญญาณที่ชั่วร้าย การใช้ดาบตัดกิเลสและเสียงรัวกลองขับไล่อธรรม สลับด้วยการแสดงของตัวตลกอัทสารา ( Atsara ) และเพื่อนๆ ที่หยอกล้อกับผู้ดูและเด็กๆ สอดแทรกด้วยการแสดงอย่างสนุกสนาน
ในงานบุญประจำปีชาวบ้านพากันแต่งกายด้วยชุดที่บรรจงทอขึ้นสำหรับตัวเองและครอบครัว เพื่อใช้ในเทศกาลงานรื่นเริง สาวๆ ประกวดประขันกันด้วยกิรา ( Kira) ที่ทอลวดลายงดงามเป็นพิเศษ เสื้อตัวนอก หรือ โทโก ( Toego ) เป็นแพรไหมจากประเทศจีน สีสันสดใสสวยงาม ในมือถือกล่องไม้ไผ่สานสีสวย ภายในบรรจุข้าวและกับข้ามมาล้อมวงรับประทานกันในสนามรอบเวทีการแสดง กลั้วคอด้วยเครื่องดื่มในกระบอกไม้ไผ่ที่จักสานเป็นลวดลายสวยงาม
|